myRSS by MyReadyWeb.com http://www.myreadyweb.com/ ข้อมูลล่าสุดของบทความ en-us ฟรี!! เว็บสำเร็จรูป สร้างเว็บ ทําเว็บ สร้างเว็บไซต์ ทําเว็บไซต์ รับทําเว็บไซต์ ทำเว็บ การสร้างเว็บไซต์ http://www.myreadyweb.com/ http://www.myreadyweb.com/images/front/logo-print.jpg 240 66 ทําเว็บ สร้างเว็บ ด้วยสุดยอดระบบ เว็บสำเร็จรูป การสร้างเว็บไซต์ ทําเว็บไซต์ จะเป็นเรื่องง่ายๆ ฟรี สร้างเว็บ ทำเว็บ สร้างเว็บไซต์ ที่ MyReadyWeb.com กรดไฮยาลูรอนิค Hyaluronic Acid คืออะไร http://dermaitemshop.com/article/topic-65863.html <strong>กรดไฮยาลูรอนิค&nbsp;</strong><strong>Hyaluronic Acid (HA)&nbsp;คืออะไร</strong> <h3>กรดไฮยาลูรอนิค&nbsp;(Hyaluronic Acid)&nbsp;เรียกสั้นๆว่า&nbsp;HA&nbsp;(บางครั้งจะได้ยินว่า&nbsp;Hyaluronan&nbsp;หรือ&nbsp;hyaluronate&nbsp;ซึ่งก็เป็นจำพวกเดียวกัน) คือสารธรรมชาติชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในร่างกาย และร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เอง โดยทั่วไปจะพบอยู่มากที่บริเวณจุดเชื่อมต่อ ข้อต่อ ข้อเข่า เนื้อเยี่อ เซลล์ผิวหนั่ง โดยมีส่วนสำคัญในการเพิ่มความต้านทานต่อการเสียดสี&nbsp;(โดยเฉพาะที่ข้อต่อ ข้อเข่าต่างๆ) และเพิ่มความยืดหยุ่นความชุ่มชื่นให้แก่เซลล์ผิวหนัง เพราะHyaluronic acid&nbsp;มีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดีมาก</h3> <h3><br /> <img alt="" height="148" src="http://www.oknation.net/blog/home/user_data/file_data/201312/17/391987590.jpg" style="float:right;" width="194" /><br /> หากร่างกายขาด&nbsp;Hyaluronic acid&nbsp;ก็จะส่งผลให้ปวดข้อเข่าข้อต่อ ทำให้เกิดอาการปวดเวลาเดินเพราะไม่มีตัวช่วยลดการเสียดสี ระหว่างกระดูกข้อต่อนั่นเอง และอาจส่งผลให้เซลล์ผิวขาดความยืดหยุด ความชุ่มชื้น หยาบกร้าน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวมีสุขภาพไม่ดี</h3> &nbsp;<br /> &nbsp;<br /> ด้วยเหตุนี้ จึงมีการนำ&nbsp;Hyaluronic acid&nbsp;มาใช่ในวงการแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาปวดข้อเข่าข้อต่อ รวมถึง ใช้ในวงการความงาม ทั้งในรูปของอาหารเสริม เครื่องสำอาง รวมทั้งการฉีด&nbsp;Dermal Filler&nbsp;ซึ่งเป็นการใช้&nbsp;Hyaluronic acid&nbsp;มาช่วยป้องกันริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้นและอ่อนนุ่มให้แก่เซลล์ผิวแล้วก็ยังช่วยเรื่องการเจริญ เติบโตของเซลล์ ช่วยให้คอลาเจนและอีลาสตินประสานกันอย่างมั่นคงมากขึ้น ที่สำคัญมีความปลอดภัยสูงมากๆ<br /> &nbsp; <h3>ไฮยาลูรอนิคนี้&nbsp;&nbsp;จัดเป็นประเภทของ&nbsp;glycosaminoglycan&nbsp;&nbsp;ซึ่งมีหน้าที่ต้านการอักเสบ และการบวมน้ำ&nbsp;&nbsp;หน้าที่หลัก ๆ ของ&nbsp;glycosaminoglycan&nbsp;นั้นคือการช่วยรักษาระดับน้ำในร่างกาย&nbsp;&nbsp;เติมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อกระบวนการของร่างกาย&nbsp;&nbsp;และลำเลียงไปยังโมเลกุล</h3> &nbsp; <h3>ถ้าขาดสารตัวนี้จะมีผลทำให้การเดินจะเจ็บปวด&nbsp;&nbsp;เพราะว่าไม่มีตัวช่วยลดการเสียดสีระหว่างกระดูกข้อต่อนั่นเอง&nbsp;&nbsp;และมันยังถูกใช้ในวงการแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อต่ออีกด้วย</h3> <h3>&nbsp;</h3> <strong>ประโยชน์ของกรดไฮยาลูรอนิคที่มีต่อผิวหน้า</strong> <h3>สำหรับผิวหน้าของเรานั้น&nbsp;&nbsp;กรดตัวนี้จะถูกผลิตขึ้นและถูกหล่อเลี้ยงจากบริเวณผิวหนังชั้น&nbsp;dermis (ผิวชั้นล่าง)&nbsp;และกระจายไปถึงผิวหนังชั้น&nbsp;epidermis (ผิวหนังชั้นบน) &nbsp;บทบาทสำคัญที่เราควรตระหนักก็คือ&nbsp;&nbsp;มันจะช่วยให้ผิวหนังสามารถเก็บกักความชุ่มชื่นได้มากกว่าปรกติหลายเท่า&nbsp;(โดยที่ไม่เพิ่มความมันแบบที่ไม่ดี&nbsp;sebum&nbsp;บนผิวชั้นนอก ดังนั้นคนที่มีผิวมันก็สบายใจขึ้นมาบ้าง) &nbsp;เมื่อผิวมีความชุ่มชื่นที่ดีเพียงพอ&nbsp;&nbsp;ผิวหน้าก็จะดูอ่อนกว่าเยาว์&nbsp;&nbsp;ดูเนียนเรียบขึ้น&nbsp;&nbsp;ริ้วรอยลดลง&nbsp;&nbsp;มีความยืดหยุ่น&nbsp;&nbsp;นุ่มนวล&nbsp;&nbsp;และดูมีชีวิตชีวา&nbsp;&nbsp;</h3> &nbsp;<br /> <img alt="" src="http://www.oknation.net/blog/home/user_data/file_data/201312/17/391986c10.jpg" /><br /> &nbsp;<br /> &nbsp; <h3>กรดไฮยาลูรอนิคยังช่วยให้รักษาอาการบาดเจ็บของเซลล์ผิวหนังได้เร็วกว่าเดิม&nbsp;80%&nbsp;อีกด้วย&nbsp;&nbsp;&nbsp;นั่นหมายความว่าผิวสามารถที่จะสมานและฟื้นฟูตัวเองได้เร็วขึ้น ผลดีอีกข้อนั่นก็คือการช่วยทำให้ผิวดูเต่งตึงขึ้นด้วย&nbsp;(plump effect)&nbsp;และโดยปกติการไหลเวียนของเลือดจะเป็นตัวนำของเสียออกจากเซลล์ตามธรรมชาติ&nbsp;แต่สำหรับเซลล์ผิวที่ไม่ได้ติดต่อกับเส้นเลือดโดยตรง&nbsp;&nbsp;กรดไฮยาลูรอนิคนั้นขะช่วยเพิ่มการนำสารอาหารเข้าสู่เซลล์ผิวในส่วนนั้น&nbsp;&nbsp;และยังช่วยกำจัดของเสียออกจากเซลล์เหล่านั้น&nbsp;&nbsp;แต่เมื่ออายุมากขึ้น&nbsp;&nbsp;ตั้งแต่&nbsp;30-40&nbsp;ขึ้น ไป&nbsp;&nbsp;การผลิตกรดไฮยาลูรอนิคตามธรรมชาติก็ลดน้อยลงไปด้วย&nbsp;&nbsp;ผลก็คือผิวที่จะสูญเสียความชุ่มชื่น ผิวแห้งขึ้น &nbsp;และขาดความยืดหยุ่น&nbsp;&nbsp;สิ่งที่จะตามมาไม่ช้านั่นก็คือ ริ้วรอยที่จะเพิ่มมากขึ้น&nbsp;&nbsp;และความแก่ชราก็จะปรากฏชัดขึ้นนั่นเอง ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูรอนิคสำหรับผู้ที่ มีอายุมากขึ้นหรือผู้ที่มีผิวแห้ง&nbsp;&nbsp;ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลผิวพรรณนั่นเอง</h3> &nbsp; <h3>โดยสรุป ประโยชน์ของ กรดไฮยาลูรอนิค&nbsp;Hyaluronic acid (HA)&nbsp;คือ ช่วยเก็บกักความชุ่มชื้นให้แก่ผิวตามธรรมชาติ ให้ความชุ่มชื้นถึงผิวชั้นใน ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยให้ผิวเรียบเนียน ตึงกระชับ ป้องกันและบรรเทาอาการปวดข้อเข่าและข้อเสื่อมของเนื้อเยื่อข้อต่อกระดูก ปกป้องเรติน่าของดวงตา</h3> <h3>&nbsp;</h3> <strong>HYALURONIC ACID&nbsp;&nbsp;มีผลอย่างไรต่อริ้วรอย</strong><br /> Hyaluronic acid (กรดไฮยาลูโรนิก) &nbsp;เป็นสารที่ใช้กันมานานกว่า&nbsp;10&nbsp;ปี&nbsp;&nbsp;และนิยมใช้ในเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ในการดูแลผิว&nbsp;&nbsp;ปัจจุบันนี้ก็ยังคงได้รับความนิยมมาตลอด &nbsp;เป็นเพราะว่ามันออกฤทธิ์ได้ผลดี โดย เฉพาะช่วยในการลดริ้วรอย&nbsp;Hyaluronic acid &nbsp;นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการแพทย์โดยเฉพาะทางด้านความงาม (ทั้งในรูปครีมทาและยาฉีด) และในธุรกิจเครื่องสำอางเอง&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;<img alt="" src="http://www.oknation.net/blog/home/user_data/file_data/201312/17/391988626.jpg" /><br /> ร่างกายคนเราสามารถสร้าง&nbsp;Hyaluronic acid&nbsp;ได้เอง&nbsp;&nbsp;โดยพบมากที่ผิวหนัง อุ้มน้ำได้ดีมาก และยังช่วยลดการสร้างอนุมูลอิสระและช่วยกรองรังสี&nbsp;UV&nbsp;ได้อีกด้วย&nbsp;&nbsp;ดังนั้นจะเห็นได้ว่า โดยลำพังแล้วกรดไฮยาลูโรนิกก็จัดได้ว่า เป็นสารที่ช่วยชะลอความแก่ที่มีประสิทธิภาพดีตัวหนึ่งเช่นกัน<br /> &nbsp;<br /> ขอบคุณข้อมูลจาก&nbsp;http://oknation.nationtv.tv/blog/honeymay/2013/12/17/entry-1 <h3>&nbsp;</h3> <div>&nbsp;</div> Sat, 13 Jan 2018 22:37:00 +0700 การดูเเลริมฝีปาก http://dermaitemshop.com/article/topic-65862.html <span style="font-family: thsarabunnew; font-size: 38px;">ปัญหาของริมฝีปาก</span><br /> <em style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px; margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: none; vertical-align: baseline;">ปัญหาของริมฝีปากก็ไม่แตกต่างจากผิวพรรณในส่วนอื่นของร่างกาย และสิ่งที่ก่อความกังวลให้กับหญิงสาวจำนวนมากก็คือ ปัญหาริมฝีปากคล้ำ ริมฝีปากแห้งและแตกหรือลอกเป็นขุย ซึ่งหากดูแลไม่ดีพอหรือแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ริมฝีปากก็จะยิ่งดำคล้ำทำให้ดูน่าเกลียด และบั่นทอนความงดงามของใบหน้าลงไปมากทีเดียว</em><br /> <span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">สีของริมสีปากในคนปกติมีตั้งแต่ชมพูสด สีแดง ไปจนถึงสีคล้ำ การเปลี่ยนแปลงของสีที่ริมฝีปาดเป็นลักษณะเฉพาะตัวบุคคล เช่นคนผิวคล้ำก็มีแนวโน้มว่าปากจะมีสีเข้มมากกว่าคนผิวขาว&nbsp;</span><span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">นอกจากนั้นก็ยังเป็นไปตามวัยและสภาพแวดล้อมด้วย ที่ธรรมชาติได้กำหนดไว้ว่าเมื่ออายุมากขึ้น ริมฝีปากก็จะเริ่มมีสีเข้มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับสีของผิวหนังส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย เพราะฉะนั้นก็อย่ากังวลไปเลย</span><br /> <strong style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px; margin: 0px; padding: 0px;">ปัญหาของริมฝีปาก</strong><br /> <span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">ริมฝีปากเป็นอวัยวะบนใบหน้าที่ยื่นนูนออกมาเช่นเดียวกับจมูกและโหนกแก้ม ดังนั้นจึงได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม และความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ร้อน หนาว และแล้งแห้ง ไม่ต่างจากใบหน้าที่ต้องเจอปัญหาการเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำต่าง ๆ</span><span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">นอกจากนี้ อาหาร เครื่องดื่ม ยาบางชนิด การสูบบุหรี่ ยาสีฟัน ลิปสติก และความเจ็บป่วย ก็มีส่วนในการทำให้ริมฝีปากมีสีคล้ำขึ้นด้วย</span><br /> <strong style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px; margin: 0px; padding: 0px;">ริมฝีปากดำคล้ำ</strong><span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">&nbsp;เกิดจากเหตุปัจจัยอย่าง ลองพิจารณาดูว่าปัญหาของคุณเกิดจากสิ่งเหล่านี้หรือเปล่า</span><br /> <strong style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px; margin: 0px; padding: 0px;">ลักษณะเฉพาะบุคคล&nbsp;</strong><span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">ดังที่กล่าวว่า คนผิวเข้มและมีรอยฝีปากสีเข้มมากกว่าคนผิวขาว ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติของคนคนนั้น</span><br /> <strong style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px; margin: 0px; padding: 0px;">อุณหภูมิ</strong><span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">&nbsp;อาจมีผลทำให้สีของริมฝีปากเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ช่วงที่อากาศหนาวเย็น ปากอาจจะมีสีคล้ำขึ้น เพราะเส้นเลือดหดตัวและมีเลือดดำคั่งค้างมากกว่าปกติ</span><br /> <strong style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px; margin: 0px; padding: 0px;">ผู้ที่สุขภาพไม่สมบูรณ์</strong><span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">&nbsp;เช่น เลือดจาง เจ็บป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยระยะฟื้นไข้ ปริมาณเลือดที่ไหลมาเลี้ยงริมฝีปากมีน้อย จึงทำให้ปากดูซีดเขียว ไม่มีสีสัน หรือผู้ป่วยโรคหัวใจที่เลือดมีสีเข้มข้น ก็จะทำให้ริมสีปากดูกล้ำกว่าคนปกติได้</span><br /> <strong style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px; margin: 0px; padding: 0px;">อาหารที่เรากินอยู่ทุกวัน</strong><span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">&nbsp;ก็มีส่วนไม่น้อยที่ทำให้เกิดปัญหาปากคล้ำ ตัวอย่างเช่น ผักขึ้นฉ่าย ผักชีฝรั่ง หอม กระเทียม ขิง หรือผลไม้ ของเปรี้ยวพวกส้ม มะนาว มะกรูด สับปะรด มะม่วง ฯลฯ เนื่องจากอาหารเหล่านี้มีสารที่ชื่อว่า โซราแลน ( psoralen ) สารดังกล่าวเมื่อตกค้างตามริมฝีปากก็ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาแต่ย่างไร แต่ถ้าสารนั้นสัมผัสกับรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดด ก็จะเกิดปฏิกิรียาเคมีทำให้ผิวริมฝีปากอักเสบ และมีการกระตุ้นเซลล์สร้างให้สร้างเม็ดสีออกมามาก ๆ จนปากดำคล้ำ ( ทางแพทย์เรียกว่าปฏิกิริยาแพ้แดด )</span><br /> <strong style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px; margin: 0px; padding: 0px;">ยาบางชนิด</strong><span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">&nbsp;ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้แดดได้ เช่น เบาหวาน ยาขับปัสสาวะ ยารักษาเชื้อรา ยารักษาหวัดหรือโรคภูมิแพ้</span><br /> <strong style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px; margin: 0px; padding: 0px;">ริมฝีปากแห้ง&nbsp;</strong><span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">ปากแตก หรือลอกเป็นขุย ส่วนใหญ่เกิดจากสิ่งที่ใช้อยู่ชีวิตประจำวันนี่เอง โดยที่หลายคนนึกถึง เช่น</span><br /> <strong style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px; margin: 0px; padding: 0px;">ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก</strong><span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">&nbsp;ซึ่งส่วนผสมของฟลูออไรด์หรือแอลกอฮอล์ในปริมาณสูง รวมถึงสารที่ทำให้เกิดฟอง และสารที่ทำให้เกิดความสดชื่นที่มีรสเผ็ดซ่าในยาสีฟันด้วย</span><br /> <strong style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px; margin: 0px; padding: 0px;">ลิปสติก&nbsp;</strong><span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">ซึ่งสารประกอบที่ก่อให้เกิดปัญหาได้บ่อยที่สุดก็คือ สี กลิ่น น้ำหอม ลาโนลิน ( ที่ให้ความชุ่มชื้น ) และสารกันบูด&nbsp;</span><br /> <strong style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px; margin: 0px; padding: 0px;">สิ่งแวดล้อมรอบตัว</strong><span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">&nbsp;เช่น อากาศ ที่เย็นและแห้งในหน้าหนาว หรือการทำงานในห้องปรับอากาศตลอดเวลา และการดื่มน้ำน้อย เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ริมฝีปากแห้ง</span><br /> <strong style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px; margin: 0px; padding: 0px;">การเลียริมฝีปาก&nbsp;</strong><span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">ซึ่งคนส่วนใหญ่ใช้วิธีนี้แก้ปัญหาปากแห้งและแตก แต่ความจริงที่ค้านกันความเคยชินของคนทั่วไป กลับกลายเป็นว่าหากเลียริมฝีปากบ่อย เอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารในน้ำลายจะยิ่งรบกวนผิวริมฝีปากให้แห้งมากยิ่งขึ้น</span><br /> <strong style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px; margin: 0px; padding: 0px;">การใช้ลิปปาล์ม&nbsp;</strong><span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">เป็นเวลานานจนติดเป็นนิสัย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปากแห้ง ลิปปาล์มอาจช่วยบรรเทาริมฝีปากแห้งได้ชั่วคราว แต่ในระยะยาวอาจทำให้ริมฝีปากแตกแห้งมากขึ้น เพราะสาระสำคัญที่ผสมอยู่ในลิปปาล์มทั่วไปจะดูดความชื้นออกจากริมฝีปาก จึงทำให้ต้องทาลิปปาล์มบ่อยมากขึ้น</span><br /> <strong style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px; margin: 0px; padding: 0px;">แก้ไขได้ไม่ยาก</strong><br /> <span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">หากสำรวจตัวเองจะได้คำตอบแล้วว่า ต้นตอของปัญหาริมฝีปากดำคล้ำ แห้ง แตก และลอกเป็นขุยเกิดจากสาเหตุใด วิธีแก้ไขก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย โดยปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้</span><br /> <span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">1. ดื่มน้ำมาก ๆ มากจนเพียงพอที่จะให้ความชุ่มชื้นทั่วถึงทุกส่วนของผิวหนัง รวมทั้งริมฝีปาก เพราะยิ่งอายุมากขึ้น เซลล์ในร่างกายจะเก็บความชุ่มชื้นได้น้อยลง</span><br /> <span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">2. เมื่อกินผักผลไม้เสร็จ ล้างปากให้สะอาดทุกครั้ง</span><br /> <span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">3.&nbsp;เปลี่ยนยาสีฟัน ที่มีฟองมาก รสเผ็ดซ่า เป็นยี่ห้อที่มีฟองน้อยและเผ็ดน้อย หรือใช้ยาสีฟันเด็ก หรืออาจใช้วิธีทาวาสลินขาวเคลือบริมฝีปากก่อนแปรง เพื่อป้องกันฟองยาสีฟันรบกวน ถ้าไม่มีวาสลินขาวจะใช้เบบี้ออย ( beby oil ) แทนก็ได้</span><br /> <span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">4. อย่าเลียริมฝีปาก แม้ว่าจะช่วยให้ริมฝีปากชุ่มชื้น ( ชั่วคราว ) แต่เมื่อความชื้นระเหยกลับจะทำให้ปากยิ่งแห้งมากขึ้น</span><br /> <span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px;">5. ทาริมฝีปากบ่อย ๆ ด้วยวาสลินขาวแทนลิปกลอสหรือลิปมันที่แห้งหรือแห้งไป หรืออาจใช้ลิปปาล์มที่มีส่วนประกอบเป็นสารจากธรรมชาติ และมีสารป้องกันแสงแดดรวมอยู่ด้วย<br /> การย้อมสีริมฝีปากให้แดงสด แม้จะมีให้บริการในร้านเสริมสวยหลายแห่ง ก็ไม่แนะนำให้แก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ เพราะนอกจากจะไม่คงทนถาวรและไม่เป็นธรรมชาติแล้ว อาจเป็นอันตรายจากสารเคมีเหล่านั้นได้<br /> สู้สวยจากข้างใน สวยที่ใจ และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเหมาะสมไม่ได้ เพราะวิธีนี้จะทำให้คุณดูดีตลอดไป<br /> ข้อมูลดีๆจาก</span> <div class="views-field-field-file-name-new-value" style="margin: 0px 0px 5px; padding: 0px; border: 0px; outline: none; vertical-align: baseline; color: rgb(127, 127, 127);"><label class="views-label-field-file-name-new-value" style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 13.5px; margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: none; vertical-align: baseline;">ชื่อไฟล์:&nbsp;</label><span class="field-content" style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 13.5px; margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: none; vertical-align: baseline;">271-009</span><br /> <span class="views-field-type" style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 0.9em; margin: 0px 0px 5px; padding: 0px; border: 0px; outline: none; vertical-align: baseline; display: inline-block;"><span class="field-content" style="margin: 0px; padding: 0px; font-size: 13.5px; border: 0px; outline: none; vertical-align: baseline;">นิตยสารหมอชาวบ้าน</span></span><span style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 15px; color: rgb(51, 51, 51);">&nbsp;</span><span class="views-field-field-issue-new-value" style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 0.9em; margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: none; vertical-align: baseline;"><label class="views-label-field-issue-new-value" style="margin: 0px; padding: 0px; font-size: 13.5px; border: 0px; outline: none; vertical-align: baseline;">เล่มที่:&nbsp;</label><span class="field-content" style="margin: 0px; padding: 0px; font-size: 13.5px; border: 0px; outline: none; vertical-align: baseline;">271</span></span> <div class="views-field-field-date-new-value" style="margin: 0px 0px 5px; padding: 0px; border: 0px; outline: none; vertical-align: baseline; color: rgb(127, 127, 127);"><label class="views-label-field-date-new-value" style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 13.5px; margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: none; vertical-align: baseline;">เดือน/ปี:&nbsp;</label><span class="field-content" style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 13.5px; margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: none; vertical-align: baseline;">ตุลาคม 2544<br /> คอลัมน์ ผู้หญิงกับความงาม<br /> นักเขียน หมอชาวบ้าน ธารดาว ทองเเก้ว</span><br /> ภาพประกอบจาก skincarebeautyzone.com <blockquote style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 0.9em;"> <p>&nbsp;</p> </blockquote> </div> &nbsp; <div style="font-family: Helvetica, Thonburi, sans-serif; font-size: 0.9em;">&nbsp;</div> </div> <div>&nbsp;</div> <div>&nbsp;</div> Sat, 13 Jan 2018 21:49:00 +0700 ปัจจัยที่ทำให้ผิวเเก่ก่อนวัย http://dermaitemshop.com/article/topic-65841.html ปัจจัยที่ทำให้ผิวเเก่ก่อนวัยได้เเก่<br /> -การตากเเดดจัดเป็นเวลานานเเละต่อเนื่องโดยเฉพาะเเสงเเดดช่วง 10.00-16.00 น. เนื่องจากรังสียูวีในเเสเดดทำให้เกิดอาการผิวไหม้เเดดรวมถึงทำให้ริ้วรอยได้ นอกจากนี้การตากเเดดจัดเป็นเวลานานๆต่อเนื่องทุกวันยังอาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้<br /> -มลภาวะควันพิษ ควันบุหรี่ ทำให้เกิดอนุมูลอิสระทำร้ายผิวได้<br /> -ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้เกิดริ้วรอยได้<br /> -<span style="color: rgb(34, 34, 34); font-size: 15px; background-color: rgb(255, 255, 255);">ผู้ที่รับประทาน ผักผลไม้ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง วันละมากกว่า 5 ชนิดขึ้นไป จะช่วยทำให้ผิวเสื่อมช้าลง<br /> -นอกจากนี้ควรทาครีมกันเเดดเพื่อป้องกันฝ้ากระเเล</span><span style="color: rgb(34, 34, 34); font-size: 15px;">ร</span><span style="color: rgb(34, 34, 34); font-size: 15px; background-color: rgb(255, 255, 255);">ะริ้วอยก่อนวัยด้วยค่ะ<br /> ภาพประกอบจาก&nbsp;</span>dermasphere.blogspot.com Tue, 09 Jan 2018 17:54:00 +0700 ทำอย่างไรให้หน้าใส http://dermaitemshop.com/article/topic-65840.html การดูเเลผิวให้สวยใสนั้น หลายๆท่านมักมีข้อสงสัยว่าทำอย่างไรให้ผิวขาวใส วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกันค่ะ<br /> -เลือกใช้สกินเเคร์ให้เหมาะสมกับปัญหาของผิว เช่น ผิวมีปัญหาสิว,ฝ้า,มีริ้วรอย,หย่อนคล้อยหรือตามสภาพผิว เช่น ผิวเเห้ง ผิวมัน ผิวผสม ผิวเเพ้ง่าย ผิวขาดน้ำ ซึ่งการดูเเลผิวอย่างเหมาะสมจะทำให้ผิวอยู่ในสภาวะสมดุลทำให้การผลัดเซลล์ผิวรวมถึงการซ่อมเเซมเซลล์ผิวเป็นไปอย่างปกติก็จะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งผิวหน้าดูขาวใสขึ้นได้ค่ะ<br /> -การทำทรีทเมนท์โดยผู้เชี่ยวชาญช่วยทำให้ผิวหน้าดูใสขึ้นได้ค่ะ การเลือกทำทรีทเมนท์ดูเเลผิวควรเลือกชนิดของทรีทเมนท์ให้เหมาะกับผิวของเเต่ละท่าน&nbsp;<br /> -หยุดพฤติกรรมทำร้ายผิวโดยไม่จำเป็น เช่น ขัดหน้าบ่อยๆโดยเฉพาะในคนที่เป็นสิวจะทำให้ผิวอักเสบขึ้นได้,ล้างหน้าด้วยน้ำที่ร้อนมากเกินไปซึ่งจะทำให้เกราะป้องกันผิวถูกทำลายเกิดการระคายเคืองทำให้ผิวอักเสบตามมาได้<br /> -กินอาหารให้ครบถ้วนไม่อดอาหารเนื่องจาก อาจขาดสารอาหารที่ช่วยในการบำรุงดูเเลผิวพรรณได้<br /> -ออกกำลังกายเพื่อช่วยให้ร่างกายมีการระบายของเสียออกทางเหงื่อจะช่วยให้ผิวพรรณดูสวยใสขึ้นได้<br /> -ไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่เนื่องจากจะทำให้ผิวพรรณเเก่ก่อนวัยได้ รวมถึงมีปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆตามมาได้<br /> ภาพประกอบจาก&nbsp;silkspa.wordpress.com Tue, 09 Jan 2018 17:52:00 +0700 คำเเนะนำเมื่อเป็นสิว http://dermaitemshop.com/article/topic-65335.html เมื่อเป็นสิวควรทำอย่างไร?<br /> 1.งดการเเกะหรือบีบเค้นสิวเนื่องจากอาจทำให้มีการอักเสบมากขึ้นหรือทำให้เกิดหลุมสิวในภายหลังได้<br /> 2.งดการใช้สครับขัดหน้าหรือการใช้โฟมล้างหน้าที่มีสครับเนื่องจากอาจทำให้หัวสิวอักเสบมากขึ้นได้<br /> 3.งดการนวดหน้าเนื่องจากอาจรบกวนรูขุมขนทำให้สิวอักเสบหรือสิวขึ้นได้<br /> 4.พยายามหลีกเลี่ยงการใช้เเป้งหรือเครื่องสำอางค์ที่มีส่วนผสมของรองพื้นที่จะทำให้เกิดการอุดตันเพิ่มขี้นได้<br /> 5.หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางค์ที่มีส่วนประกอบของน้ำมันเพราะอาจทำให้มีการอุดตันเพิ่มมากขึ้นได้<br /> 6.ควรรักษาความสะอาดของผิวหน้าอย่างเหมาะสมเเต่ก็ไม่ควรล้างหน้าบ่อยเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองทำให้เป็นสิวเพิ่มเติมได้<br /> 7.ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ได้ทำให้เกิดสิวโดยตรงเเต่สามารถกระตุ้นให้สิวเเย่ลงได้ เช่น<br /> &nbsp;&nbsp; &nbsp;-อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเเละน้ำตาลสูง<br /> &nbsp; &nbsp; -การสูบบุหรี่<br /> &nbsp; &nbsp; -การบริโภคนมวัวเเละผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัวมากเกินไป(ยกเว้นชีส)<br /> &nbsp; &nbsp; -ผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางค์ที่อาจทำให้เกิดการอุดตันเพิ่ม Tue, 09 Jan 2018 17:52:00 +0700 วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นฝ้า http://dermaitemshop.com/article/topic-65336.html วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นฝ้า<br /> 1.เมื่อเป็นฝ้าควรหลีกเลี่ยงเเสงเเดดเนื่องจากรังสียูวีในเเสงเเดดเป็นตัวการทำให้เกิดฝ้าโดยเฉพาะเเดดในช่วง 10.00-16.00 น. ควรทาครีมกันเเดดรวมถึงใส่หมวกหรือกางร่มเวลาที่ต้องอยู่กลางเเจ้งเป็นประจำ<br /> 2.รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงเช่น มะเขือเทศ ใบบัวบก มะละกอ ฝรั่ง ส้ม ผลไม้ตระกูลเบอรี่ ผักตำลึง ผักกาดเขียว เพราะจะช่วยป้องกันรังสียูวี<br /> 3.ดื่มน้ำวันละ 7-8 แก้วถ้าไม่ได้มีปัญหาโรคประจำตัวเช่นโรคไต เนื่องจากน้ำจะช่วยในการล้างสารพิษออกนอกร่างกาย<br /> 4.ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาหรือฮอร์โมนควรอยู่ในความดูเเลของเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญ<br /> 5.เลือกใช้ครีมไวท์เทนนิ่งที่มีสารสกัดที่ช่วยลดรอยฝ้า เช่น วิตามินซี อาร์บูติน ลิโคไรซ์ สารสกัดจากว่านหางจรเข้ สารสกัดจากสมุนไพรเเก่นมะหาด เป็นต้น<br /> <br /> รูปประกอบจาก&nbsp;https://spaceplace.nasa.gov/menu/sun/ Tue, 09 Jan 2018 17:52:00 +0700 ริ้วรอยใต้ตา http://dermaitemshop.com/article/topic-65337.html <u>สาเหตุ</u><span style="color: rgb(51, 51, 51); font-family: sans-serif, Arial, Verdana, 'Trebuchet MS'; font-size: 13px; background-color: rgb(255, 255, 255);"><u>ริ้วรอยใต้ตา</u><br /> ริ้วรอยใต้ตาเกิดจากการลดลงของคอลลาเจนเเละอีลาสติน กรดไฮยาลูรอนิกในผิวลดลงซึ่งอาจเกิดจาก<br /> -อายุที่เพิ่มขึ้น<br /> -ชอบขยี้ตาหรือถูตานานๆ<br /> -การเคลื่อนไหวหรือเเสดงอารมณ์ซ้ำๆ<br /> -โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น ภูมิเเพ้<br /> -วิถีชีวิตที่เเตกต่างกัน(life style) เช่น ชอบตากเเดด สูบบุหรี่จัด น้ำหนักขึ้นๆลงๆ นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ<br /> <u>การเเก้ไข</u><br /> เเก้ไขที่สาเหตุ เช่น<br /> -รักษาโรคประจำตัวในกรณีที่เกิดจากโรคประจำตัว นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ถ้าเป็นเพราะการใช้สายตามาก ควรพักสายตา เเละงดการขยี้ตาบ่อยๆ<br /> -ควรดื่มน้ำมากๆ 6-8 เเก้ว เพื่อให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ<br /> -หลีกเลี่ยงเเสงเเดดจัดๆ เพื่อป้องกันรังสียูวีที่ทำให้เกิดริ้วรอย<br /> -ใช้อายครีมหรืออายเจลเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นเเละป้องกันการเกิดริ้วรอยเพิ่มขึ้น<br /> <br /> รูปประกอบจาก www.boldsky.com<br /> &nbsp;</span><br /> &nbsp; Tue, 09 Jan 2018 17:52:00 +0700 วิตามินบำรุงผิว http://dermaitemshop.com/article/topic-65338.html วิตามินที่ช่วยในการบำรุงผิว<br /> -วิตามินซี(Vitamin C) มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเเละอีลาสติน พบได้ในผลไม้เช่น ฝรั่ง ส้ม กีวี่ มะนาว<br /> -วิตามินเอ(Vitamin A) ช่วยให้ผิวหนังทำงานได้อย่างเป็นปกตินอกจากนี้ยังช่วยบำรุงสายตาอีกด้วย พบได้ในผักใบเขียว<br /> -วิตามินอี(Vitamin E) ช่วยให้ผิวหนังไม่เหี่ยว ช่วยในการหายของเเผล<br /> -วิตามินบี1,วิตามินบี2,วิตามินบี5<br /> -;วิตามินดี(Vitamin D)&nbsp;<br /> -สังกะสี(Zinc),โครเมียม(Chromium),ซิลีเนียม(Selenium)<br /> <br /> ภาพประกอบจาก www.clivir.com<br /> &nbsp; Tue, 09 Jan 2018 17:52:00 +0700